2.2. สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ

โครงสร้างเศรษฐกิจ   ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัด


ในปี  2551   โครงสร้างการผลิตตามมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด  (GPP)  จังหวัดยโสธร  จำนวน  16  สาขา   มีมูลค่า 20,423  ล้านบาท   มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัวต่อปี  (Per Capita  GPP) 33,365   บาท  ส่วนระดับประเทศเฉลี่ยต่อหัวต่อปี  60,058  บาท  ถือว่าจังหวัดยโสธรมีรายได้ต่ำมาก  จัดเป็นลำดับที่  13   ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  (จาก  19  จังหวัด)   และลำดับที่  70  ของประเทศ    (รวม กทม./76  จังหวัด)    โดยสาขาการผลิตที่ทำรายได้มากที่สุด  คือ  สาขาการขายส่งการขายปลีก   การซ่อมแซมยานยนต์ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน  มีมูลค่า   4,764  ล้านบาท  (ร้อยละ  23.32)  รองลงมาเป็นสาขาการเกษตรกรรมฯ  มีมูลค่า  4,414  ล้านบาท  (ร้อยละ  21.61)  สาขาการศึกษา   3,130   ล้านบาท  (ร้อยละ  15.32)  สาขาการผลิตอุตสาหกรรม  2,173  ล้านบาท  (ร้อยละ  10.64)  สาขาการบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ   รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ  1,181  ล้านบาท  (ร้อยละ  5.78)  และสาขาการบริการด้านสุขภาพและงานสงเคราะห์  1,056  ล้านบาท  (ร้อยละ  5.17)  ตามลำดับ
ตามข้อมูล  จปฐ. ปี  2552  ประชากรมีรายได้เฉลี่ย  42,818  บาท / คน / ปี     มีครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อกว่า  23,000  บาท / คน / ปี   จำนวน  712  ครัวเรือน
การประกอบอาชีพ   มีประชากรวัยแรงงาน  (15-60  ปี)  จำนวน  373,396  คน  ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ  60  ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม  รองลงไปเป็นอาชีพภาคอุตสาหกรรม           ภาคพาณิชยกรรม   ภาคขนส่งและภาคบริการตามลำดับ

ภาคการผลิตที่สำคัญของจังหวัด

1 ภาคการเกษตร


– จังหวัดมีพื้นที่การเกษตรกรรม  (เพาะปลูกและปศุสัตว์ / ประมง)  1,623,649  ไร่
1) สาขาการผลิตพืช    มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่เพาะปลูก   ได้แก่ 
1.1) ข้าวนาปี   พื้นที่เพาะปลูก   1,297,309  ไร่  และข้าวนาปรัง   50,447  ไร่  โดยข้าวที่ปลูกเป็นข้าวเจ้าธรรมดาและข้าวเจ้าหอมมะลิ   มีพื้นที่ปลูก  813,792  ไร่  ข้าวเหนียว  483,517  ไร่   ผลผลิตข้าวเจ้าเฉลี่ย  414  ก.ก. / ไร่   ข้าวเหนียว  428  ก.ก. / ไร่  ซึ่งยังอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำ  มีการปลูกข้าวหอมมะลิปลอดภัยและอินทรีย์ที่อำเภอกุดชุม  อำเภอมหาชนะชัย  และอำเภอค้อวัง   ดำเนินการโดยกลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่  กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ  และกลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติยั่งยืน     ซึ่งจะส่งไปจำหน่ายต่างประเทศตามมาตรฐานที่ผู้สั่งซื้อกำหนด
1.2) มันสำปะหลัง    พื้นที่เพาะปลูก   68,046   ไร่  ผลผลิตเฉลี่ย 3,477 ก.ก./ไร่
1.3) ยางพาราพันธุ์ส่งเสริม   พื้นที่เพาะปลูก  44,800  ไร่  และมีแนวโน้มปลูกเพิ่มขึ้น
1.4) อ้อยโรงงาน    พื้นที่เพาะปลูก   29,272   ไร่
1.5) มะม่วง    พื้นที่เพาะปลูก   10,263   ไร่
1.6) ถั่วลิสง    พื้นที่เพาะปลูก   6,681   ไร่
1.7) ข้าวโพด    พื้นที่เพาะปลูก   3,470   ไร่
1.8) แตงโม    พื้นที่เพาะปลูก   2,807   ไร่
1.9) มะพร้าว    พื้นที่เพาะปลูก   2,052   ไร่
1.10) กล้วยน้ำว้า    พื้นที่เพาะปลูก   2,048   ไร่
1.11) พืชผักที่ปลูก    เช่น  พริกขี้หนู   หอมแดง   ผักบุ้งจีน   คะน้าประมาณ  7,131  ไร่

 

2) สาขาการผลิตด้านปศุสัตว์    มีสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงเพื่อจำหน่าย   ได้แก่ 

2.1) โคพื้นเมือง   โคพันธ์   โคลูกผสม   จำนวน  168,064  ตัว
จำนวนเกษตรกร   40,568  ราย   ซึ่งจำนวนโคดังกล่าวในสังคมการเกษตรกรรม   ถือว่ายังมีจำนวนน้อย
2.2) กระบือ   จำนวน  25,659  ตัว    จำนวนเกษตรกร   8,115  ราย  ซึ่งจำนวนกระบือดังกล่าวถือว่าน้อยมาก
2.3) สุกร        จำนวน  28,882  ตัว    จำนวนเกษตรกร   2,272  ราย
– การเลี้ยงโค  กระบือ และสุกร  เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมแล้ว  ยังมีการเลี้ยงกันน้อย
2.4) ไก่       – ไก่พื้นเมือง   924,444  ตัว    จำนวนเกษตรกร   56,492  ราย
– ไก่เนื้อ     220,526  ตัว    จำนวนเกษตรกร   1,250  ราย
– ไก่พื้นเมือง   30,087  ตัว    จำนวนเกษตรกร   626  ราย
2.5) เป็ด     – เป็ดเทศ   50,126  ตัว    จำนวนเกษตรกร   5,986  ราย
– เป็ดเนื้อ / เป็ดไข่     116,536  ตัว    จำนวนเกษตรกร   12,889  ราย
2.6) แพะ   จำนวน  341   ตัว    จำนวนเกษตรกร   69   ราย

3) สาขาการประมง 

3.1) จับปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติต่อปี   จำนวน  3,956  ตัน  ปลาที่จับได้มาก  ได้แก่   ปลาช่อน  ปลาดุก   ปลาหมอ   ปลาตะเพียน   ปลานิล  ปลาไน   ตามลำดับ   เมื่อเทียบกับจำนวนแหล่งน้ำแล้ว  ยังจับได้น้อย
3.2) การเพาะเลี้ยงปลา   จับปลาได้ต่อปี   จำนวน  701  ตัน  ปลาที่เลี้ยงมาก  ได้แก่   ปลาตะเพียน   ปลานิล  ปลาดุก   ปลาไน   ปลานวลจันทร์เทศ   ตามลำดับ
ในด้านข้อมูลกลุ่มเกษตรกร / สหกรณ์   ในปี  2551   มีกลุ่มเกษตรกร  63  กลุ่ม  สมาชิก   12,319  ราย   สหกรณ์ต่าง ๆ 72  สหกรณ์   สมาชิก  95,261  ราย

4).ภาคอุตสาหกรรม   มีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรม   235  โรงงาน   เงินลงทุน   1,954,342,011  บาท   จำนวนคนงาน   3,737  คน   ส่วนมากเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร , เครื่องจักรกล  อโลหะ , ขนส่ง , ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ , พลาสติก , โลหะ , อาหาร , เฟอร์นิเจอร์   ตามลำดับ  สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนมีการผลิตหมอนขวานผ้าขิด   การแกะสลัก  จักสานไม้ไผ่  ทอผ้าไหม  ทอพรม  โดยเฉพาะหมอนขวานผ้าขิดที่บ้านศรีฐาน   อำเภอป่าติ้ว   ส่งไปจำหน่ายในเมืองใหญ่  และต่างประเทศ  สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตสินค้าจำนวนมาก

5. การค้าและบริการ  และการท่องเที่ยว

5.1) ด้านการค้า 
– การจดทะเบียนประกอบธุรกิจ   มีผู้จดทะเบียนพาณิชย์   366  ราย  และนิติบุคล   618  ราย  การค้าของจังหวัดยโสธรโดยเฉพาะการค้าข้าว   มีหนาแน่นที่ชุมชนเทศบาลเมืองยโสธร  เทศบาลตำบลกุดชุมพัฒนา   เทศบาลตำบลเลิงนกทา   เทศบาลตำบลคำเขื่อนแก้ว   สินค้าที่มีชื่อเสียง  ได้แก่   ข้าวหอมมะลิ   หมอนขวานผ้าขิด   แตงโม   โดยในปี  2551  จังหวัดสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนได้   555,411,377  ล้านบาท

5.2) ด้านการบริการ 
2.1) ด้านการเงิน   มีธนาคารพาณิชย์  11  แห่ง  ปี  2551  เงินฝากกระแสรายวัน   ฝากประจำ   ฝากออมทรัพย์   6,933  ล้านบาท  เงินให้สินเชื่อ  8,140  ล้านบาท
2.2) ด้านสาธารณูปโภค  มีบริการไฟฟ้าและประปาที่ดี  ไปรษณียภัณฑ์ขนส่งทางบก   แต่ไม่มีสนามบินและรถไฟ
2.3) ด้านที่พักโรงแรม  มีโรงแรม  38  แห่ง  จำนวน  712   ห้องพัก

5.3) ด้านการท่องเที่ยว 
3.1) แหล่งท่องเที่ยว   จังหวัดยโสธรมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอยู่ทางตอนเหนือและตอนกลางของจังหวัด  เช่น  ภูถ้ำพระ  ภูทางเกวียน  ภูหินปูน  ลำน้ำทวนและสวนสาธารณะพญาแถนในเขตเทศบาลเมืองยโสธร  ห้วยกะหล่าว   ฝายยโสธร  สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีชื่อเสียง  เช่น    หมอนขวานผ้าขิด  จักสานไม้ไผ่   การแกะสลัก   ทอผ้าไหม  ทอพรม  อยู่ทางตอนกลางของจังหวัด   และแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอยู่ทางตอนกลางและตอนใต้ของจังหวัด  เช่น  พระธาตุยโสธรหรือพระธาตุ    พระอานนท์ธาตุก่องข้าวน้อย  หอพระไตรวัดสระไตรนุรักษ์  ดงเมืองเตย  พระธาตุกู่จาน  วัดพระพุทธบาท   แต่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เหล่านี้มีจุดอ่อน  คือ  แต่ละแหล่งอยู่ห่างไกลกัน  มีขนาดเล็กและไม่เด่นพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวมาแวะเที่ยวชม
3.2) งานประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์การท่องเที่ยว  คือ งานประเพณีบั้งไฟ  งานแห่มาลัย
3.3) ผู้มาเยี่ยมเยือนและท่องเที่ยว   ปี  2550
– จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือน  ประมาณ  239,797  คน โดยเป็น  ชาวไทย 236,726 คน   ชาวต่างประเทศ  3,071  คน   แยกเป็น
(1)  จำนวนนักท่องเที่ยว   (พักค้างคืน)  ชาวไทย  151,821   คน                ชาวต่างประเทศ  2,254  คน
(2)  จำนวนนักทัศนาจร  (ไม่พักค้างคืน)  ชาวไทย  84,904   คน                    ชาวต่างประเทศ  817  คน
จำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างประเทศมีน้อยมาก   โดยนักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย  411  บาท/คน/วัน  ส่วนนักทัศนาจร มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย  215  บาท / คน /วัน
สรุปสถานการณ์ในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

จุดแข็ง  ผลิตข้าวหอมมะลิจำนวนมาก   ผลิตภัณฑ์ชุมชนหลากหลาย   มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร   เครือข่ายถนนเพียงพอ   มีแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ  ส่วน     จุดอ่อน   ขาดน้ำเพื่อการเกษตรและมีพื้นที่ชลประทานน้อย   ผลผลิตต่ำ   ราคาของผลผลิตไม่แน่นอน  ปศุสัตว์  ประมงยังมีน้อย   ถนนชำรุดหลายสาย  พื้นที่บางแห่งประสบปัญหาอุทกภัย/ ภัยแล้งซ้ำซาก  แหล่งท่องเที่ยวมีขนาดเล็กแต่ละแหล่งตั้งอยู่ไกลกันและไม่โดดเด่น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s