1. ปัญหาเรื่องดิน

สภาพดินในพื้นที่จังหวัดยโสธร

1 สภาพดินโดยทั่วไป

จังหวัดยโสธร ได้จำแนกดินออกเป็น  25  กลุ่มชุดดิน  มีเนื้อที่ประมาณ 2,419,793 ไร่หรือร้อยละ  93.02  ของเนื้อที่ทั้งหมด เป็นกลุ่มชุดดินเดี่ยว 37 หน่วย  หน่วยดินปะปนกัน  7  หน่วย  และเป็นพื้นที่เบ็ดเตล็ด 4  หน่วย มีเนื้อที่ประมาณ  181,247 ไร่หรือร้อยละ 6.98  ของเนื้อที่ทั้งหมด

2 แผนที่กลุ่มชุดดิน

แผนที่ของกลุ่มชุดดินที่พบในพื้นจังหวัดยโสธร ซึ่งมีลักษณะและสมบัติที่แตกต่างกัน กลุ่มชุดดิน ที่พบในพื้นที่แบ่งเป็น 25 กลุ่มชุดดิน และพื้นที่อื่นๆ  ดังภาพที่ 2 กลุ่มชุดดินที่พบมากที่สุดในจังหวัดยโสธร  คือ  กลุ่มชุดดินที่ 40  มีเนื้อที่ประมาณ  559,672  ไร่  หรือ 21.51เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่จังหวัด  กลุ่มชุดดินที่ 40  มีความเหมาะสมในการปลูกพืชไร และไม้ผลค่อนข้างไม่เหมาะสมที่จะนํามาปลูกพืชผัก  และไม่เหมาะสมที่จะใช้ในการทํานา เนื่องจากเนื้อดินคอนขางเป็นทรายและสภาพพื้นที่ไมอํานวย  แตสามารถใชประโยชนในการปลูกไมโตเร็วและปลูกหญาเลี้ยงสัตวไดดี  กลุ่มชุดดินที่พบรองลงมาคือ  กลุ่มชุดดินที่  19 มีเนื้อที่ประมาณ  306,988 ไร่  หรือ 11.80  เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่จังหวัด  กลุ่มชุดดินที่ 19 พบบริเวณตะพักลําน้ำระดับต่ำถึงระดับกลาง การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงดีปานกลาง แต่เนื้อดิน  ค่อนข้างเป็นทราย สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาด มีศักยภาพค่อนข้างไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว เพราะมักจะขาดน้ำในการปลูกแม้แต่ในช่วงฤดูฝน อย่างไรก็ตาม กลุ่มชุดดินนี้ได้ใช้ประโยชนในการปลูกทั้งพืชไรและปลูกข้าว แต่ให้ผลผลิตต่ำถึงค่อนข้างต่ำ

แผนที่กลุ่มชุดดินจังหวัดยโสธร

1.1. ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ

ทรัพยากรดินโดยทั่วไปของจังหวัดยโสธร  เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นดินทรายหรือตะกอนเนื้อหยาบ   ซึ่งดินเหล่านี้มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชต่ำ  เนื้อดินเป็นดินปนทรายหรือดินทราย   ที่มีความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารต่ำ  และถูกชะพาลงไปในดินชั้นล่างหรือออกไปจากพื้นที่ได้ง่าย   ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  ได้แก่   กลุ่มชุดดินที่ 4, 5, 7, 15, 15hi, 16hi, 17hi, 17hiB, 18, 18hi,18hiB, 19, 19B,   21, 21B, 22, 31C, 35B,  35C,  36B,  37B, 40, 40B,  40C,  55C   มีเนื้อที่ประมาณ   1,726,885  ไร่ หรือร้อยละ  66.39  ของเนื้อที่ทั้งหมด

แนวทางแก้ไข  การใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณนี้   ควรมีการปรับปรุงบำรุงดินโดยการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก อัตรา 1-4  ตันต่อไร่ ปุ๋ยคอก อัตรา  1-2  ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยพืชสด อัตราเมล็ดพันธ์  5-10  กก.ต่อไร่ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามชนิดพืชที่ปลูก   เพื่อช่วยปรับปรุงบำรุงดิน   เพิ่มผลผลิตและรักษาความสามารถในการผลิตของดินไม่ให้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน

 2. ดินทรายจัด

ดินทรายจัด  จะมีความสามารถในการอุ้มน้ำและดูดซับธาตุอาหารของดินต่ำถึงต่ำมาก   ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูญเสียไปในดินชั้นล่างหรือออกไปนอกพื้นที่ได้ง่าย   เมื่อมีการให้น้ำหรือมีฝนตก  ดินง่ายต่อการกร่อน   ทำให้เกิดเป็นร่องลึกและกว้าง  ขาดแคลนน้ำ ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่   22s,  24,  24B,  41B, 44B   มีเนื้อที่ประมาณ   462,689  ไร่ หรือร้อยละ  17.79  ของเนื้อที่ทั้งหมด

แนวทางแก้ไข การใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณนี้   ควรเลือกชนิดพืชที่มีศักยภาพเหมาะสมมาใช้ปลูก เพื่อลดต้นทุนในการผลิต มีการปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับมีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ  เช่น  ปุ๋ยหมัก อัตรา 1-4  ตันต่อไร่  ปุ๋ยคอก อัตรา  1-2  ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยพืชสด อัตราเมล็ดพันธ์  5-10  กก.ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี และใช้วัสดุคลุมดิน ทำคันดิน ปลูกหญ้าแฝกหรือปลูกพืชเป็นแถบสลับ  พัฒนาแหล่งน้ำไว้ใช้ในช่วงที่พืชขาดแคลนน้ำ  การใช้ปุ๋ยเคมีควรใช้ที่ละน้อยแต่บ่อยครั้ง   เพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหารลงไปในชั้นดินล่างก่อนที่พืชจะนำไปใช้ได้หรือสูญเสียออกไปจากพื้นที่ เมื่อมีการให้น้ำหรือมีฝนตก

3. ดินตื้น

ดินตื้นถึงชั้นลูกรัง เศษหิน ก้อนหินปะปนอยู่ในเนื้อดินตั้งแต่  35  เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่าโดยปริมาตรภายในความลึก 50  เซนติเมตรจากผิวดิน หรือมีชั้นหินพื้นตื้นกว่า  50  เซนติเมตรจากผิวดิน  ดินตื้นจะเป็นอุปสรรคต่อการชอนไชของรากพืชลงไปหาอาหาร  นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นดินน้อย ทำให้มีความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและอุ้มน้ำต่ำมาก   พืชจะขาดน้ำและทำให้เหี่ยวเฉาไวกว่าพื้นที่อื่น  ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่   25B, 49B,  61C, 61D มีเนื้อที่ประมาณ  10,377  ไร่ หรือร้อยละ  0.40  ของเนื้อที่ทั้งหมด

แนวทางแก้ไข เลือกพื้นที่ที่มีหน้าดินหนาและไม่มีเศษหินหรือก้อนหินอยู่บริเวณหน้าดินมาก เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการเกษตรกรรมและการดูแลรักษา โดยทำการเกษตรแบบวนเกษตรหรือแบบผสมผสาน ไม่ทำลายไม้พื้นล่าง ขุดหลุมปลูก พร้อมปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยหมักอัตรา  25-50  กก.ต่อหลุม หรือปุ๋ยคอกอัตรา  10-20  กก.ต่อหลุมร่วมกับปุ๋ยเคมีตามชนิดพืชที่ปลูก  มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ  เช่น  ใช้วัสดุคลุมดินหรือปลูกหญ้าแฝก เพื่อรักษาความชื้นและลดการกร่อนของดิน   พัฒนาแหล่งน้ำไว้ใช้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงนานหรือพืชขาดน้ำ สำหรับในพื้นที่ที่มีหินกระจัดกระจายอยู่บนดินมาก ไม่เหมาะสมต่อการเกษตร ควรปล่อยไว้ให้เป็นป่าตามธรรมชาติ   เป็นที่อยู่อาศัยเพาะพันธ์ของสัตว์ป่า   เป็นแหล่งต้นลำธาร สำหรับในพื้นที่เสื่อมโทรม   ควรฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าหรือปลูกไม้ใช้สอยโตเร็ว

4. การกร่อนของดิน

บางบริเวณ มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นถึงเป็นเนินเขา  และมีเนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย  ทำให้ง่ายต่อการถูกกร่อนจากแรงกระแทกของเม็ดฝนและถูกพัดพาโดยน้ำที่ไหลบ่าผ่านผิวดิน   ทำให้เกิดเป็นร่องกว้าง ทำความเสียหายกับพืชที่ปลูกและเป็นอุปสรรคต่อการจัดการที่ดินและการไถพรวน

แนวทางแก้ไข การใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณนี้ ควรมีการไถพรวนให้น้อยที่สุดและไถขวางความลาดชัน ปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมี มีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น ใช้วัสดุคลุมดิน ทำคันดิน ปลูกหญ้าแฝกหรือปลูกพืชเป็นแถบสลับ ในพื้นที่ที่เป็นร่องที่เกิดจากกร่อน   ควรไถกลบและปรับปรุงดิน   พร้อมเปลี่ยนทางเดินของน้ำไหลบ่า เพื่อไม่ให้เกิดการกร่อนซ้ำในพื้นที่เดิม

 5. พื้นที่มีความลาดชันสูงหรือพื้นที่ภูเขา

พื้นที่ที่มีความลาดชัน มากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์หรือเป็นพื้นที่ภูเขา ไม่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม เนื่องจากยากต่อการจัดการดูแลรักษา ใช้มาตรการพิเศษในการอนุรักษ์ดินและน้ำ  ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และยังเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ของป่าอีกด้วย ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 62 มีเนื้อที่ประมาณ 43,581  ไร่ หรือร้อยละ   1.68   ของเนื้อที่ทั้งหมด

แนวทางแก้ไข  ควรรักษาไว้ไห้เป็นป่าตามธรรมชาติ เป็นที่อยู่อาศัยและเพาะพันธ์ของสัตว์ป่า เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ถ้ามีความจำเป็นต้องนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร  ควรมีการสำรวจดินและเลือกใช้พืชที่ที่มีศักยภาพในการเกษตร   เป็นดินลึกและมีความลาดชันไม่สูงมากนัก  โดยทำการเกษตรแบบวนเกษตรและมีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

6. หินพื้นโผล่

พื้นที่หินพื้นโผล่  เป็นพื้นที่ที่มีหินพื้นโผล่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบนผิวดินมากกว่า  90  เปอร์เซ็นต์ของพื้นผิว  พื้นที่บริเวณนี้ไม่เหมาะสมทางด้านการเกษตรกรรม  ควรปล่อยไว้ไห้เป็นป่าตามธรรมชาติหรือปลูกสวนป่า   มีเนื้อที่ประมาณ   2,799 ไร่ หรือร้อยละ 0.11  ของเนื้อที่ทั้งหมด (สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน, 2550)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s